Posted by: toromagn | กันยายน 21, 2009

CPF : บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

ซีพีเอฟ..Shift and Run เกมใหม่ เจ้าสัวธนินท์

ถึงว่าราคาหุ้นวิ่งสู้ฟัดขนาดนั้นนนน…เสียดายเพิ่งเห็นบทความนี้…

หลงทาง..กินรวบ ควบไว้ต้นทุน ยิ่งใหญ่ได้หน้า กำไรข้านิดเดียว สร้างแบรนด์กินยอด เอาท์ซอร์สระหว่างทาง เจ้าสัวคิดใหม่..โขกกำไรในตู้กับข้าว

แม้ไม่ใช่ข่าวใหม่ แต่นับเป็นข่าวชิ้นสำคัญที่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ จะเลิก “กินรวบ” ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง แล้วหันมามุ่งเน้นที่ตัว “กำไร” มากขึ้น

ในช่วงหลายปีอาณาจักรแสนล้านแห่งนี้ซุ่มศึกษาบริษัทชั้นนำระดับโลกใน ธุรกิจใกล้เคียงกัน เช่น ไทสัน  สมิทฟิลด์  คอร์นาก้า  และเนสท์เล่

ก่อนจะมาสรุปแนวทางของคอร์นาก้า สามารถลดการลงทุนต้นทางและหันมาทำแต่ฟู้ดกับแบรนด์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และมาร์เก็ตติ้ง

ซีพีเอฟได้ วาง Position ในอนาคตต้องการจะเป็น Kitchen of the World ที่หันไปเน้น “ฟู้ด” เมื่อทำฟู้ดก็ต้องมีแบรนด์ CP ขายไปทั่วโลก และจะไม่เอาเงินไปใส่ต้นทางการลงทุนเช่น โรงเรือน ฟาร์ม โรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งแต่ละปีต้องจัดงบประมาณปรับปรุงสูง และมีค่าเสื่อมจำนวนมากมาบั่นทอนกำไร

การมูฟครั้งนี้จะทำให้ราคาหุ้นในตลาดดีขึ้น ซีพีเอฟจะ มีกระแสเงินสดมากขึ้น สามารถลดต้นทุนและการบริหารงานขององค์กรก็คล่องตัวขึ้น ส่วนผู้ซื้อกิจการทั้งฟาร์มและโรงงานจะได้ประโยชน์จากค่าเช่าจากซีพีเอฟ

ภายใต้โมเดลใหม่การลงทุน 5 ปีนับจากนี้ไปจะเน้นการ “เอาท์ซอร์ส” มากขึ้น โดยยุทธศาสตร์ครั้งนี้ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มซีพี ก็คือการ Shift and Run..เคลื่อนก่อนทะยาน

ถามโปรโมเตอร์มวยค่ายซีพีและแม่ทัพคู่บารมีอดิเรก ศรีประทักษ์..”พงษ์ วิเศษไพฑูรย์” กรรมการและประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร  แผน “เอาท์ซอร์ส” มีส่วนช่วยกระตุ้นราคาหุ้น CPF ได้จริงหรือ!

พงษ์ อธิบายว่า วัตถุประสงค์ในการปรับโมเดลธุรกิจของซีพีเอฟ หวังผลที่ “ตัวเงิน” มากกว่า “ราคาหุ้น” ที่สุดแล้วถ้าเนื้อในสวยนักลงทุนก็พร้อมจะควักเงินมาซื้อหุ้นเรา แต่ถ้าถามว่าโมเดลนี้มีส่วนกระตุ้นราคาหุ้น CPF หรือไม่ “ก็คงมี” เท่าที่สำรวจพบนักลงทุนบางรายเขามองจุดอ่อนซีพีเอฟเรื่อง ต้นทุนที่สูงหลักแสนล้านบาทต่อปี (รายได้เยอะแต่กำไรนิดเดียว) การที่เราหันมาใช้วิธีเอาท์ซอร์สเต็มรูปแบบ จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงไม่ต้องเสียค่าเสื่อมปีละมากๆ และจะมีมาร์จินดีขึ้น

ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ว่าต่อว่า ระบบเอาท์ซอร์สไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับซีพีเอฟ ที่ผ่านมาเราได้ทยอยทำมาระยะหนึ่งแล้ว โดยปัจจุบันฟาร์มและโรงเรือนของบริษัทมีทั้งระบบเอาท์ซอร์สและเป็นเจ้าของ เอง อย่างที่ผ่านมาก็มีเกษตรกรแสดงความสนใจอยากเป็นเจ้าของทรัพย์สินของเรา หากตกลงเงื่อนไขกันได้ก็พร้อมจะขายให้ทันที

“พอเราบอกว่าจะเปลี่ยนระบบมาเป็นเอาท์ซอร์ส นักลงทุนหลายรายก็ตกใจคิดว่าเราจะขายโรงงานทิ้ง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่ จะขายในส่วนของฟาร์ม และโรงเรือนแทน เพราะจะได้ไม่ต้องมาแบกรับต้นทุนต่างๆ ถ้าตัดทิ้งได้เราคงสบายตัวกว่านี้” พงษ์ ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนส่วนนี้ที่ทำให้ซีพีเอฟมีกำไรน้อย

ถามกันแบบไม่อ้อมค้อมว่าราคาหุ้น CPF มีโอกาสสร้างฐานราคาใหม่ได้หรือไม่ พงษ์ บอกว่า ทำนายยากนะ โดยเฉพาะอารมณ์ของนักลงทุนที่ส่วนใหญ่จะซื้อขายตามสภาวะตลาดแต่การที่เรา พยายามแก้ไขจุดบกพร่อง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง อย่างน้อยก็คงช่วยให้หุ้น CPF ไม่ “ขี้เหร่” ไปมากกว่านี้ (ยังซื้อขายต่ำกว่า  Book Value ของกิจการ)

จากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ BizWeek พบว่า พงษ์ เข้าไปเก็บหุ้น CPF ในเดือนพฤษภาคม 2552จำนวน 3 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 4.15 บาท เป็นเงิน 12.47 ล้านบาท อดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เข้าไปซื้อไว้ 5 แสนหุ้น ที่ราคา 4.24 บาท ขณะที่ ดร.วีรวัฒน์ กาญจนดุล กรรมการบริษัท เริ่มเก็บตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ถึงปัจจุบัน 6.1 แสนหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 3.73 บาท

สำหรับวิธีการเพิ่ม “จุดเด่น” ของซีพีเอฟ นอกจากแนวคิดเรื่องเอาท์ซอร์สลดต้นทุนแล้ว ขุนศึกค่ายซีพีเอฟ อธิบายเพิ่มเติมว่า โมเดลธุรกิจใหม่จะเทน้ำหนักไปที่ Food มากขึ้น คาดว่าภายในปี 2552 จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอาหารสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ CP ประมาณ 25-30% ส่วนเป้าหมายในปี 2553 จะเพิ่มขึ้นเป็น 35-40% เนื่องอาหารสำเร็จรูปมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูงเฉลี่ย 15% เมื่อเทียบกับอาหารสดที่มีกำไรขั้นต้นต่ำเพียง 5% และมีความผันผวนทางด้านราคาสูงกว่า

พงษ์ ยกตัวอย่าง “เกี๊ยวกุ้ง” ที่การส่งออกเติบโตกว่า 100% เป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จและเติบโตก้าวกระโดด ในปีนี้ยังจะผลักดันสินค้าประเภทกุ้ง และไก่ ไปจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดอยู่ระหว่างนำผลิตภัณฑ์ “บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง” มาทดลองตลาด คาดว่าจะสามารถตีตลาดทั้งในและต่างประเทศได้แน่นอน โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา

“พูดตรงๆ ก็คือ เป้าหมายของซีพีเอฟ ต้องการไปทำอาหารไทยให้ฝรั่งกิน เราเชื่อว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้าแบรนด์ CP จะเป็นที่รู้จักของคนไทยและทั่วโลก ส่วนวันนี้ยอมรับว่าคนไทยยังไม่ซื้อสินค้าของเราเท่าที่ควร ยังติที่มีราคาสูง แต่การที่สินค้าสดใหม่และขนาดใหญ่กว่า จะทำให้ผู้บริโภคสนใจมากขึ้น ยิ่งถ้าลดต้นทุนได้มาก ราคาสินค้าก็จะถูกลง และแบรนด์ CP ก็จะติดอยู่ในใจของผู้บริโภค (คราวนี้กินยาว)”

ผู้บริหารวัย 64 ปี เล่าต่อว่า ซีพีเอฟยัง มีแผนลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าตัวเลขรายได้ 220,000 ล้านบาท ภายในปี 5 ปีข้างหน้า (2551-2555) ในปี 2552 จะใช้เงินลงทุนนอกบ้านประมาณ 2,500 ล้านบาท จะขยายการลงทุนไปใน 2 ประเทศหลัก คือ รัสเซีย และอินเดีย ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญสำหรับซีพีเอฟ

ที่ผ่านมาได้ทำพิธีเปิดโรงงานอาหารสัตว์และธุรกิจสุกรครบวงจร ซึ่งมีกำลังการผลิต 240,000 ตันต่อปี อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนพ.ค.2552 ณ เมืองลุคโควิสซี่ กรุงมอสโก ภายใต้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ฟู้ดส์ (โอเวอร์ซีส์) มูลค่าการลงทุนประมาณ 3,500 ล้านบาท ส่วนแผนขยายการลงทุนธุรกิจสัตว์น้ำในฝั่งตะวันออกและฝั่งใต้ของประเทศ อินเดีย จะเห็นความคืบหน้าในไตรมาสที่ 3 ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้รับรองว่า “คุ้มค่า” แน่นอน

สำหรับแผนธุรกิจภายใน 5 ปีข้างหน้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ฟู้ดส์ (โอเวอร์ซีส์) จะลงทุนในส่วนของฟาร์มสุกร กำลังการผลิต 1 ล้านตัวต่อปี ล่าสุดอยู่ระหว่างจัดเตรียมการก่อสร้าง 2 ฟาร์ม โดยฟาร์มแรกเป็นฟาร์ม GGP (ทวดพันธุ์) และ GP (ปู่พันธุ์) ขนาดความจุประมาณ 2,400 แม่ และฟาร์มสุกรรุ่นพันธุ์ ความจุ 18,000 ตัว เนื่องจากปัจจุบันชาวรัสเซียนิยมบริโภคเนื้อหมู และมีความต้องการสูงถึง 2.75 ล้านตันต่อปี เทียบกับอัตราการผลิตในประเทศได้เพียง 2 ล้านตันต่อปี

ในปี 2553 ซีพีเอฟยัง จะเพิ่มการลงทุนในประเทศอินเดียฝั่งตะวันตก ห่างจากเมืองมุมไบประมาณ 200 กิโลเมตร โดยจะก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารกุ้งและปลาแห่งที่ 3 กำลังการผลิต 50,000 ตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาที่ดินก่อสร้างโรงงาน รวมไปถึงมีแผนจะเข้าไปลงทุนโรงงานผลิตอาหารกุ้งในประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากเข้าไปทดลองตลาดมาแล้ว 1 ปี ได้ผลตอบรับดี

ก่อนหน้านี้ 2-3 สัปดาห์ ธีรศักดิ์ อุรุนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจอาหารแปรรูปและครบวงจรของซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในปี 2552 ซีพีเอฟจะ มียอดขายรวม 1.5 แสนล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา แต่กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง คาดว่าปีนี้จะมีกำไรสุทธิเกิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิ 3,128 ล้านบาท

เมื่อถามถึงตัวเลขกำไรปีนี้ ที่ตั้งใจ “แพลม” ออกมากระตุ้นราคาหุ้นช่วงขาขึ้น โปรโมเตอร์พงษ์ หัวเราะร่าก่อนตอบว่า เอาเป็นว่ากำไรสุทธิในปี 2552 ของเราจะ “โดดเด่น” มาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (ไตรมาส 1 ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 770 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 451 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน) เนื่องจากธุรกิจไก่ครบวงจรในประเทศตุรกี สามารถกลับมาสร้างกำไรได้แล้วจากปีที่แล้วที่ขาดทุน

นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ราคาลดลงจากปีก่อนประมาณ 10-15%

นอกจากนี้ คาดว่ารายได้รวมที่ช่วงแรกคิดว่าจะไม่เติบโตน่าจะกลับมาเติบโตได้ 5-10% จากปีที่แล้วที่มีรายได้ 158,671 ล้านบาท ภายหลังขยายการลงทุนเพิ่มในรัสเซีย และมีสัญญาณการส่งออกที่ดีขึ้น

สำหรับแผนขยายตลาดภายในประเทศ พงษ์ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมี แผนเปิดสาขา CP Fresh Mart (ตีคู่ไปกับร้านเซเว่นฯ) อีกประมาณ 600 จุด จากปัจจุบันเปิดแล้ว 400 จุด เพื่อต้องการตอกย้ำแบรนด์ CP ให้คนไทยรู้จักมากขึ้น เพราะทุกวันนี้แบรนด์ยังไม่ติดตลาดเท่าที่ควร และหลังจากปี 2553 เป็นต้นไป จะทยอยเปิดสาขาใหม่ปีละ 200 จุด โดยปีนี้จะใช้เงินลงทุนในประเทศ 2,000 ล้านบาท

“เราเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เดินมาถูกทางแล้ว รับประกันได้เลยว่าเงินปันผลในปี 2552 จะมากกว่าปี 2551 ที่จ่ายไป 0.19 บาทต่อหุ้นอย่างแน่นอน”  บอสใหญ่ “ซีพีเอฟ” ประทับตรายืนยัน

Bangkok Biz News

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: